วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

แม่ผัวพาลูกสะใภ้ร้อง "เป็นหนึ่ง" แฉผู้ใหญ่บ้านลวงเข้ารีสอร์ท อ้างช่วยคดี ก่อนถูกกล่าวหาลวนลาม-พยายามข่มขืน ตำรวจนัดสอบผู้ถูกกล่าวหา ย้ำดำเนินคดีตรงไปตรงมา


        ผู้เสียหายเล่านาทีส่งโลเคชั่นขอความช่วยเหลือ เพื่อนบุกช่วยทัน พร้อมคลิปเป็นหลักฐาน ด้าน สภ.เมืองสระบุรี คุ้มครองพยานและเร่งรวบรวมหลักฐาน

       ขณะที่สามีของผู้เสียหายเป็นทหารอยู่หน่วยหนึ่งในพื้นที่สระบุรี หลังต้นสังกัดทราบเรื่องได้อนุญาตให้ลาพักเพื่อเข้ามาดูแลครอบครัวและความปลอดภัยให้เรียบร้อย

      ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสระบุรีระบุว่าในวันพรุ่งนี้ 14 กรกฎาคม 2569 ได้นัดให้ผู้เสียหายมาพบ และยืนยันว่าได้มีการดำเนินคดีตามขั้นตอนตามพยานหลักฐาน แต่เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงต้องดำเนินการตามขั้นตอน  พร้อมกับส่งเจ้าหน้าที่คุ้มครอง




สามี ไปเป็นนักรบอยู่ชายแดน ผู้ใหญ่บ้านวางแผนปล้นสวาท

            สระบุรี – คดีที่กำลังได้รับความสนใจในสังคม เมื่อหญิงสาววัย 25 ปี พร้อมแม่สามี เข้าร้องขอความเป็นธรรมผ่านมูลนิธิเป็นหนึ่ง หลังกล่าวหาผู้ใหญ่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอเมืองสระบุรี ใช้อุบายอ้างจะช่วยเหลือคดี ก่อนพาเข้ารีสอร์ทและก่อเหตุลวนลาม พร้อมพยายามข่มขืน โดยตำรวจยืนยันเดินหน้าดำเนินคดีตามพยานหลักฐาน และนัดผู้ถูกกล่าวหาเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569


             เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ที่ห้องศูนย์ปฏิบัติการ สภ.เมืองสระบุรี น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง นำหญิงสาวอายุ 25 ปี (นามสมมติ) พร้อมแม่สามี เข้าพบ พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย ผู้กำกับการ สภ.เมืองสระบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีที่ได้แจ้งความไว้ หลังกล่าวหาว่าถูกผู้ใหญ่บ้านรายหนึ่งใน ตำบลกุดนกเปล้า อำเภอเมืองสระบุรี ล่อลวง ไปกระทำอนาจาร และพยายามข่มขืน ภายในรีสอร์ท แห่งหนึ่งในพื้นที่ ตำบล ดาวเรือง เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัด และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสระบุรี ร่วมสังเกตการณ์ น.ส.เอ ผู้เสียหายได้เล่าลำดับเหุตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อหน้า ผกก.สภ.เมืองสระบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อมวลชนที่มารอรายงานข่าวเป็นจำนวนมาก ว่า 




            เริ่มจากเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถูกเพื่อนที่ไปงานวันเกิดด้วยกันเข้าแจ้งความกล่าวหาว่าตน (น.ส.เอ) ขโมยโทรศัพท์มือถือ จึงมีการนัดหมายให้ไปพูดคุยกับผู้เสียหายและนำทรัพย์สินไปคืน ที่สถานีตำรวจ แต่ผู้เสียหายไม่ยินยอมถอนแจ้งความ ทำให้ ตนรู้สึกกังวลและคิดว่าจะหาผู้ใหญ่ในพื้นที่มาช่วยพูดคุยและไกล่เกลี่ย จึงนึกถึงลุงซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน( ลุงเขย) หลังจากพูดคุยกันที่โรงพัก เสร็จประมาณ 01.00 น. (เช้าวันที่ 2 ก.ค.69)  ทุกคนก็แยกย้ายกลับบ้านตามปกติ

     



   ต่อมาในช่วงเช้าของวันที่ 2 ก.ค.69 ลุงผู้ใหญ่บ้านโทรศัพท์หาตน และบอกให้ออกมาพบ โดยอ้างว่าจะพาไปคุยกับตำรวจและพาไปพบกำนัน เพื่อช่วยเหลือเรื่องคดีความ ตนจึงรีบออกไป เพราะหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือก่อนออกจากบ้าน ตนได้โทรหาเพื่อนคนหนึ่งให้ไปเป็นเพื่อน แต่ลุงผู้ใหญ่บ้านบอกว่าไม่ต้องให้เพื่อนไป เพราะไม่อยากให้คนรู้เรื่องมาก และยืนกรานว่าให้ไปเพียงคนเดียว ตนจึงตัดสินใจไปกับลุงผู้ใหญ่บ้าน เมื่อขึ้นรถ ลุงผู้ใหญ่บ้านบอกว่าจะพาไปพบตำรวจที่รู้จัก เพื่อขอให้ช่วยเรื่องคดี และได้พาไปพบจริง มีการพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะออกมา จากนั้นลุงผู้ใหญ่บ้านบอกว่าจะพาไปพบกำนันอีกคน เพื่อให้ช่วยเหลือเพิ่มเติม ตนจึงเชื่อและหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือ จึงเดินทางไปด้วย ระหว่างทาง ลุงผู้ใหญ่บ้านพูดตลอดว่าสามารถช่วยเรื่องคดีได้ ทำให้น้องยิ่งเชื่อใจ จากนั้นลุงได้ขับรถวนไปตามซอยเล็ก ๆ อยู่เป็นเวลานาน ก่อนจะบอกว่ากำนันยังมาไม่ถึง และชวนไปหาอะไรกินระหว่างรอ แต่แทนที่จะพาไปร้านอาหาร ลุงผู้ใหญ่บ้านกลับขับรถเข้าไปที่ รีสอร์ท แห่งหนึ่ง ซึ่งบริเวณด้านหน้ามีร้านอาหารอยู่จริง แล้วอ้างว่าไม่อยากนั่งที่ร้าน เพราะเกรงว่าจะมีคนเห็นว่า กำลังช่วยเหลือเรื่องคดี จึงชวนให้น้องเข้าไปรอภายในห้องพัก โดยบอกว่าตนเองจะออกไปโทรศัพท์หากำนันด้านนอก เมื่อเข้าไปในห้อง ตนเริ่มรู้สึกหวาดกลัว จึงรีบโทรศัพท์หาเพื่อนและคนสนิท บอกตำแหน่งที่อยู่ พร้อมพูดว่า“หนูกลัว ช่วยอยู่เป็นเพื่อนในสายก่อนนะ และช่วยมาตามหาหนูด้วย” ไม่นานนัก ลุงผู้ใหญ่บ้านถามว่าน้องกำลังคุยกับใคร ก่อนสั่งให้วางสาย ปิดโทรศัพท์ และห้ามติดต่อพ่อแม่ น้องเกิดความกลัวจึงรีบวางสาย จากนั้นน้องขออนุญาตเข้าห้องน้ำ เพื่อแอบส่งข้อความหาเพื่อนว่า“รีบมารับหน่อย หนูกลัว”ขณะที่อยู่ในห้องน้ำ ลุงผู้ใหญ่บ้านเดินตามมาเคาะและทุบประตู พร้อมตะโกนถามว่ากำลังทำอะไร เอาโทรศัพท์เข้าไปทำไม และบอกว่าให้ปิดเครื่องแต่ทำไมยังไม่ปิด ตนจึงโกหกว่า ได้ปิดโทรศัพท์แล้ว ทั้งที่ความจริงยังไม่ได้ปิด และพยายามแอบส่งข้อความให้เพื่อนเข้ามาช่วย ระหว่างนั้น ลุงผู้ใหญ่บ้านสั่งเบียร์มา น้องจึงอาสาออกไปหยิบเอง โดยหวังจะขอความช่วยเหลือจากพนักงานให้เปิดทางให้เพื่อนเข้ามา  แต่พนักงานแจ้งว่าไม่สามารถให้บุคคลภายนอกเข้ามาได้  เมื่อเห็นว่าน้องคุยกับพนักงานนาน ลุงผู้ใหญ่บ้านจึงเดินมาดึงตัวกลับเข้าห้อง ระหว่างนั้นน้องอาศัยจังหวะแอบปลดล็อกประตูห้องไว้ เพื่อให้เพื่อนสามารถเข้ามาช่วยได้หากมาถึง หลังจากกลับเข้าห้อง ลุงผู้ใหญ่บ้านเริ่มลวนลาม โดยการหอมแก้มและพยายามจับหน้าอก แต่น้องพยายามขัดขืนและขออนุญาตเข้าห้องน้ำอีกครั้ง ระหว่างนั้นลุงผู้ใหญ่บ้านพูดว่า “เอาผ้าขนหนูไปอาบน้ำเลย” ตนตกใจ แต่แกล้งตอบรับ พร้อมหยิบผ้าขนหนูเพื่อให้ลุงเข้าใจว่าจะไปอาบน้ำ จากนั้นรีบเข้าไปในห้องน้ำและส่งข้อความหาเพื่อนอีกครั้งว่า “มาช่วยหน่อย ออกมาหรือยัง รีบหน่อย หนูกลัว” ต่อมา ลุงผู้ใหญ่บ้านมาเคาะประตูห้องน้ำหลายครั้ง พร้อมสั่งให้ออกมาแต่งตัว และบอกว่าตนเองจะเข้าอาบน้ำ น้องจึงคิดว่าจะใช้จังหวะที่ลุงอาบน้ำวิ่งหลบหนี จึงตัดสินใจเปิดประตูออกมา แต่ทันทีที่น้องออกจากห้องน้ำ ลุงผู้ใหญ่บ้านกลับล็อกประตูห้องน้ำไม่ให้น้องเข้าไปได้อีก ก่อนจะเริ่มลวนลามอย่างรุนแรง โดยถอดเสื้อผ้าของน้องออก น้องพยายามขัดขืนและต่อสู้ แต่เนื่องจากลุงผู้ใหญ่บ้านมีรูปร่างใหญ่กว่า จึงไม่สามารถสู้แรงได้

        ในจังหวะนั้นเอง เพื่อนที่ตนส่งข้อความขอความช่วยเหลือเดินทางมาถึงและสามารถเข้ามาช่วยได้ทัน พร้อมทั้งบันทึกคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน เนื่องจากทราบว่าลุงผู้ใหญ่บ้านพกอาวุธปืนติดตัวเป็นประจำ และเกรงว่าจะเกิดอันตราย จึงต้องบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้เพื่อความปลอดภัยและใช้เป็นหลักฐานหลังจากนั้น ตนจึงสามารถออกมาจาก รีสอร์ท ได้อย่างปลอดภัย


            ต่อมาในวันที่ 3 น้องได้เดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน โดยตำรวจได้รับแจ้งความไว้ และแจ้งให้น้องรอการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป แต่ในระหว่างนี้ฝั่งญาติของ ผู้ใหญ่บ้านได้มีการโพสต์ด่าทอตนเสียเสีย หายหาย และข่มขู่เย้ย กฎหมาย ว่าไม่กลัวเรื่องที่เกิดขึ้น ตนกลัวไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงได้เข้าขอความช่วยเหลือจาก น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง 



            ด้าน พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย ผกก.สภ.เมืองสระบุรีกล่าว่า  ขอเรียนทำความเข้าใจจากเหตุกรณีดังกล่าวดังนี้ หลังวันเกิดเหตุเมื่อต้นเดือน ก.ค .2569 ที่ผ่านมา น.ส.เอ (นามสมมุติ) ผู้เสียหาย พร้อมด้วย นาย ซี (นามสมมุติ) พยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุ และญาติได้เดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีกับ นายบี (นามสมมุติ) ผู้ต้องหา ในความผิดเกี่ยวกับชีวิตร่างกายและเพศ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ สอบสวนปากคำ น.ส.เอ (ผู้เสียหาย) นายซี (พยาน) ที่อยู่ในขณะที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งตรวจสถานที่เกิดเหตุ พาผู้เสียหายนำชี้ที่เกิดเหตุ และสั่งการให้ฝ่ายสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในวันเกิดเหตุเพื่อมอบให้แก่พนักงานสอบสวน

             โดยในเบื้องต้นจากการสอบสวนปากคำและจากการสืบสวนทราบว่า นาย บี (นามสมมุติ) ผู้ตกเป็นผู้ต้องหาดังกล่าว รับราชการอยู่ในหน่วยงานของรัฐ จึงได้แจ้งไปยังนายอำเภอ ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดได้รับทราบในเบื้องต้นแล้ว  

            ต่อมาทราบภายหลังว่าผู้ต้องหาพยายามจะไปขอไกล่เกลี่ยกับผู้กล่าวหาและญาติๆของผู้กล่าวหา โดยไปขอเจรจายังบ้านพักอาศัยส่วนตัวของผู้กล่าวหา ซึ่งทำให้ครอบครัวเกิดความหวาดกลัว จึงแจ้งมายังตำรวจสถานีตำรวจ ทาง สภ.เมืองสระบุรี จึงได้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจไปคุ้มกันตามที่ครอบครัวผู้กล่าวหาร้องขอ ซึ่งขอเรียนประชาสัมพันธ์ในชั้นนี้ว่า คดีดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการในการสอบสวนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางแพทย์ รพ.สระบุรี ได้ขอเชิญตัว น.ส.เอ (นามสมมุติ) ไปทำการตรวจร่างกายเพิ่มเติม เพื่อประกอบผลการตรวจร่างกายเพื่อจะได้ส่งมอบให้พนักงานสอบสวนใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาดำเนินคดีต่อไป

    สภ.เมืองสระบุรี ขอยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย โดยยึดถือพยานกลักฐานเป็นสำคัญในการพิสูจน์ความผิด และจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวดเร็ว และเป็นธรรม



ร.ต.สุประวีณ์ บุญธิคำ บรรณาธิการข่าว รายงาน

 




 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น