วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569

บีทีเคนิวส์ ออนไลน์: จ.สระบุรี จัดพิธีบวงสรวงงาน"แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง...

บีทีเคนิวส์ ออนไลน์: จ.สระบุรี จัดพิธีบวงสรวงงาน"แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง...: จ.สระบุรี จัดพิธีบวงสรวงงาน"แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม" ประจำปี 2569 วันอังคารที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 08.00 น. นา...

จ.สระบุรี จัดพิธีบวงสรวงงาน"แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม"
ประจำปี 2569



วันอังคารที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 08.00 น. นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เป็นประธานในพิธีบวงสรวงงาน"แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม" ประจำปี 2569 ณ บริเวณลานหน้าพระะบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี















สำหรับงาน "แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ประจำปี 2569" จะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 20 - 24 มีนาคม 2569 ณ บริเวณพระราชวังโบราณ (พระตำหนักท้ายพิกุล) วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี โดยภายในงานจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลากหลาย เช่น การแสดงแสง สี เสียง ชุด "แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม" การแสดงขบวนทหารโบราณเปลี่ยนเวร การจำหน่ายอาหารไทยโบราณและผลิตภัณฑ์ชุมชน การสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น ชมคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังตลอดทั้ง 5 วัน








ร.ต.สุประวีณ์ บุญธิคำ บรรณาธิการข่าว รายงาน



 

บีทีเคนิวส์ ออนไลน์: อ.ส.ค. ลุยแก้ปัญหา พร้อมเร่งแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลา...

บีทีเคนิวส์ ออนไลน์: อ.ส.ค. ลุยแก้ปัญหา พร้อมเร่งแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลา...: อ.ส.ค. ลุยแก้ปัญหา พร้อมเร่งแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดเดินหน้าฟื้นสภาพคล่อง ชำระหนี้เกษตรกร             เมื่อ 17 มีนาคม 25 69 องค์การส่งเสริม...

อ.ส.ค. ลุยแก้ปัญหา พร้อมเร่งแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดเดินหน้าฟื้นสภาพคล่อง ชำระหนี้เกษตรกร


            เมื่อ17 มีนาคม 2569 องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ชี้แจงทิศทางการบริหารจัดการอุตสาหกรรมนมไทย ท่ามกลางสถานการณ์น้ำนมดิบล้นตลาด และข้อเรียกร้องจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม พร้อมย้ำเดินหน้าแก้ไขปัญหาเชิงระบบทั้งด้านตลาด การบริหารสต็อก และการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ เพื่อรักษาเสถียรภาพอุตสาหกรรมนมไทยและดูแลเกษตรกรอย่างยั่งยืน


            นายชัยณรงค์ เปาอินทร์ รองผู้อำนวยการทำการแทนผู้อำนวยการ อ.ส.ค. กล่าวว่า “สถานการณ์น้ำนมดิบล้นตลาดในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากการเปิดเสรีการนำเข้านมผงจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่กำหนดอัตราภาษีนำเข้า 0% และยกเลิกการจำกัดปริมาณการนำเข้า มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ส่งผลให้นมผงนำเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น และกระทบต่อการใช้น้ำนมดิบภายในประเทศ ทำให้ อ.ส.ค. ต้องรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของน้ำนมเกินและน้ำนมนอกข้อตกลง (MOU) ตามนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรและสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม ตามที่คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) มอบหมาย ซึ่ง อ.ส.ค. อยู่ระหว่างเร่งบริหารจัดการน้ำนมดิบส่วนเกินนี้ ทั้งการเพิ่มช่องทางจำหน่าย การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมประเภทต่าง ๆ และการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบนมไทยและดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอย่างยั่งยืน”


            นายชัยณรงค์ เปาอินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในส่วนปัญหาที่เป็นข้อพิพาทบนสื่อต่างๆ ตนในฐานะผู้บริหาร และตัวแทนในนามองค์กร ขอชี้แจงแต่ละประเด็นตามนี้”


•           เร่งแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด

            ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำนมดิบเฉลี่ยประมาณ 3,050 ตันต่อวัน ขณะที่การจัดทำบันทึกข้อตกลงรับซื้อน้ำนมดิบ (MOU) กับผู้ประกอบการสามารถรองรับได้ประมาณ 2,840 ตันต่อวัน ส่งผลให้มีน้ำนมดิบส่วนเกินในระบบประมาณ 210 ตันต่อวันทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในหลายพื้นที่ เช่น ลพบุรี สระบุรี และนครราชสีมา ได้รับผลกระทบจากการไม่สามารถจำหน่ายน้ำนมดิบได้ทั้งหมด สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกษตรกรเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งหาแนวทางบริหารจัดการตลาดนม ทั้งการจำกัดการนำเข้านมผง และการเพิ่มการใช้วัตถุดิบนมดิบภายในประเทศ เพื่อช่วยดูดซับปริมาณน้ำนมส่วนเกินในระบบ

 


 

•           ชี้แจงกรณีค้างชำระค่าน้ำนมดิบเกษตรกร

            ปัจจุบัน อ.ส.ค. มีภาระค้างชำระค่าน้ำนมดิบแก่เกษตรกรสะสมตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 รวมมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการรับซื้อน้ำนมดิบเกินกว่าปริมาณตาม MOU เฉลี่ยประมาณ 99 ตันต่อวัน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 รวมปริมาณสะสมกว่า 14,850 ตัน นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคที่ส่งผลต่อการส่งออกผลิตภัณฑ์นมของ อ.ส.ค. ทำให้รายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และเกิดปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน

            อย่างไรก็ตาม อ.ส.ค. อยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยมีแผนรอการสนับสนุนเงินกู้จากกองทุนสงเคราะห์จำนวน 600 ล้านบาท เพื่อนำมาบริหารสภาพคล่อง และจัดสรรการชำระหนี้ โดยให้ความสำคัญกับการ ชำระค่าน้ำนมดิบแก่เกษตรกรเป็นลำดับแรก




•           เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์นม

            อ.ส.ค. ยังได้จัดทำแผนปรับปรุงประสิทธิภาพธุรกิจ เพื่อบริหารจัดการน้ำนมดิบส่วนเกินและเสริมความแข็งแกร่งให้กับองค์กรในระยะยาว โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่

1.          นำน้ำนมดิบส่วนเกินไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น เช่น ครีม เนย และนมอัดเม็ด

2.          เพิ่มช่องทางจำหน่ายและเร่งระบายสต็อกสินค้า

3.          ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

4.          พัฒนาผลิตภัณฑ์นมมูลค่าสูง เช่น นมสำหรับเด็ก และผลิตภัณฑ์นมทางการแพทย์

5.          เพิ่มโอกาสการจำหน่ายในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน



•           เตรียมรับมือปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์โลก

            ขณะเดียวกัน อ.ส.ค. ยังติดตามผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อการขาดแคลนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ เช่น ฟิล์มบรรจุ หลอด และภาชนะต่าง ๆ รวมถึงต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้นจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น



            ทั้งนี้ อ.ส.ค. ยืนยันว่าจะเดินหน้าร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการอุตสาหกรรมนมไทยทั้งระบบ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค พร้อมผลักดันให้อุตสาหกรรมนมไทยสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

            ขณะเดียวกันพฤติกรรมการดื่มของคนไทยเปลี่ยนไปหันไปนิยมดื่มเครื่องดื่มสำเร็จรูปประเภทอื่นเพิ่มมากขึ้นจึงขอเชิญชวนประชาชนหันกลับมาดื่มนมและผลิตภัณฑ์ คุณภาพจากนมสด100 เปอร์เซนต์ ของ อสค.ที่หลากหลายชนิด เพื่ออุดหนุนสินค้า ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เพื่อความยั่งยืนต่อไป









ร.ต.สุประวีณ์  บุญธิคำ บรรณาธิการข่าว รายงงาน

 

 




 

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569

บีทีเคนิวส์ ออนไลน์: น้ำมันขาดตลาดไม่หวั่น! "พระนักพัฒนา" โชว์เตาเผาขยะ...

บีทีเคนิวส์ ออนไลน์: น้ำมันขาดตลาดไม่หวั่น! "พระนักพัฒนา" โชว์เตาเผาขยะ...: น้ำมันขาดตลาดไม่หวั่น! "พระนักพัฒนา" โชว์เตาเผาขยะผลิตน้ำมัน แจกสูตรฟรีไม่มีลิขสิทธิ์             เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 หาก...

น้ำมันขาดตลาดไม่หวั่น! "พระนักพัฒนา" โชว์เตาเผาขยะผลิตน้ำมัน แจกสูตรฟรีไม่มีลิขสิทธิ์



            เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2568 ทีมข่าวของเราได้ลงพื้นที่นำเสนอเรื่องราวสุดทึ่งของ "วัดถ้ำกระบอก" จังหวัดสระบุรี กับโครงการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส นำขยะพลาสติกไร้ค่ามาเข้าสู่กระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) กลั่นเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อหวังเพียงลดภาระค่าใช้จ่ายภายในวัดที่สูงถึงเดือนละ 50,000 บาท




            จากวันนั้นถึงวันนี้ ภาพข่าวที่ถูกนำเสนอออกไปได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมหาศาลตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากความต้องการพึ่งพาตนเอง ได้กลายเป็น "ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านพลังงานทดแทน" ระดับประเทศ มีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน และประชาชนจากทั่วทุกสารทิศ ติดต่อขอเข้ามาศึกษาดูงานและขอรับการถ่ายทอดวิชาจาก พระอาจารย์บุญส่ง ฐานจาโร ประธานมูลนิธิวัดถ้ำกระบอก พระนักพัฒนาผู้ริเริ่มโครงการ อย่างไม่ขาดสายแทบทุกวัน ซึ่งทางวัดก็ยินดีมอบองค์ความรู้ให้แบบไม่มีกั๊กและไม่สงวนลิขสิทธิ์ใดๆ




            แต่ทว่า ในปัจจุบันที่สถานการณ์โลกมีความผันผวนจนส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของประชาชน เกิดเป็น "วิกฤตน้ำมันขาดตลาด" และมีราคาแพงลิ่ว เกษตรกรและชาวบ้านในพื้นที่ต้องแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงในการทำมาหากินที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้




            ด้วยวิสัยทัศน์และความเมตตาของ พระอาจารย์บุญส่ง ที่เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของชาวบ้าน จึงได้ต่อยอดความสำเร็จของโรงกลั่นน้ำมันพลังงานสะอาดภายในวัด ที่ปัจจุบันมีการอัปเกรดระบบจนมีความเสถียรและมีกำลังการผลิตน้ำมันได้ถึง 700 - 1,000 ลิตรต่อวัน ออกมาเป็นมาตรการช่วยเหลือชุมชนในยามวิกฤต



            วัดถ้ำกระบอกจึงได้เปิดแคมเปญช่วยเหลือเกษตรกรและชาวบ้านที่ต้องการน้ำมันไปใช้งานในเครื่องจักรกลการเกษตรหรือรถจักรยานยนต์ โดยไม่ต้องใช้เงินซื้อแม้แต่บาทเดียว เพียงแค่นำ "ขยะพลาสติก 2 กิโลกรัม มาแลกน้ำมันได้ 1 ลิตร" โครงการนี้นอกจากจะช่วยต่อลมหายใจ ลดต้นทุนในการประกอบอาชีพให้กับชาวบ้านในยุคข้าวยากหมากแพงแล้ว ยังถือเป็นกุศโลบายอันแยบยลในการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมจัดการปัญหาขยะพลาสติก ซึ่งเป็นมลพิษรักษายาก ให้หมดไปจากท้องถิ่นอีกด้วย


จากปี 2568 ที่วัดถ้ำกระบอกเป็นผู้ริเริ่มเพื่อความอยู่รอดขององค์กร สู่ปัจจุบันที่ศาสนสถานแห่งนี้ได้ก้าวขึ้นมาเป็น "ที่พึ่งพิง" อย่างแท้จริงของประชาชนในยามวิกฤตพลังงาน ถือเป็นโมเดลการพัฒนาที่ยั่งยืนและสมควรได้รับการยกย่องอย่างยิ่ง

ร.ต.สุประวีณ์  บุญธิคำ บรรณาธิการข่าว รายงาน