น้ำมันขาดตลาดไม่หวั่น!
"พระนักพัฒนา" โชว์เตาเผาขยะผลิตน้ำมัน แจกสูตรฟรีไม่มีลิขสิทธิ์
เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2568 ทีมข่าวของเราได้ลงพื้นที่นำเสนอเรื่องราวสุดทึ่งของ "วัดถ้ำกระบอก" จังหวัดสระบุรี กับโครงการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส นำขยะพลาสติกไร้ค่ามาเข้าสู่กระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) กลั่นเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อหวังเพียงลดภาระค่าใช้จ่ายภายในวัดที่สูงถึงเดือนละ 50,000 บาท
จากวันนั้นถึงวันนี้ ภาพข่าวที่ถูกนำเสนอออกไปได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมหาศาลตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากความต้องการพึ่งพาตนเอง ได้กลายเป็น "ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านพลังงานทดแทน" ระดับประเทศ มีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน และประชาชนจากทั่วทุกสารทิศ ติดต่อขอเข้ามาศึกษาดูงานและขอรับการถ่ายทอดวิชาจาก พระอาจารย์บุญส่ง ฐานจาโร ประธานมูลนิธิวัดถ้ำกระบอก พระนักพัฒนาผู้ริเริ่มโครงการ อย่างไม่ขาดสายแทบทุกวัน ซึ่งทางวัดก็ยินดีมอบองค์ความรู้ให้แบบไม่มีกั๊กและไม่สงวนลิขสิทธิ์ใดๆ
แต่ทว่า ในปัจจุบันที่สถานการณ์โลกมีความผันผวนจนส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของประชาชน เกิดเป็น "วิกฤตน้ำมันขาดตลาด" และมีราคาแพงลิ่ว เกษตรกรและชาวบ้านในพื้นที่ต้องแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงในการทำมาหากินที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้วยวิสัยทัศน์และความเมตตาของ พระอาจารย์บุญส่ง ที่เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของชาวบ้าน จึงได้ต่อยอดความสำเร็จของโรงกลั่นน้ำมันพลังงานสะอาดภายในวัด ที่ปัจจุบันมีการอัปเกรดระบบจนมีความเสถียรและมีกำลังการผลิตน้ำมันได้ถึง 700 - 1,000 ลิตรต่อวัน ออกมาเป็นมาตรการช่วยเหลือชุมชนในยามวิกฤต
วัดถ้ำกระบอกจึงได้เปิดแคมเปญช่วยเหลือเกษตรกรและชาวบ้านที่ต้องการน้ำมันไปใช้งานในเครื่องจักรกลการเกษตรหรือรถจักรยานยนต์ โดยไม่ต้องใช้เงินซื้อแม้แต่บาทเดียว เพียงแค่นำ "ขยะพลาสติก 2 กิโลกรัม มาแลกน้ำมันได้ 1 ลิตร" โครงการนี้นอกจากจะช่วยต่อลมหายใจ ลดต้นทุนในการประกอบอาชีพให้กับชาวบ้านในยุคข้าวยากหมากแพงแล้ว ยังถือเป็นกุศโลบายอันแยบยลในการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมจัดการปัญหาขยะพลาสติก ซึ่งเป็นมลพิษรักษายาก ให้หมดไปจากท้องถิ่นอีกด้วย
จากปี 2568
ที่วัดถ้ำกระบอกเป็นผู้ริเริ่มเพื่อความอยู่รอดขององค์กร
สู่ปัจจุบันที่ศาสนสถานแห่งนี้ได้ก้าวขึ้นมาเป็น "ที่พึ่งพิง"
อย่างแท้จริงของประชาชนในยามวิกฤตพลังงาน
ถือเป็นโมเดลการพัฒนาที่ยั่งยืนและสมควรได้รับการยกย่องอย่างยิ่ง
ร.ต.สุประวีณ์ บุญธิคำ
บรรณาธิการข่าว รายงาน


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น