วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ สิบเอก ชวกร  เดชขุนทด  วีรชนคนกล้าทหารม้าของไทย ปูนบำเหน็จ 7 ชั้นยศ ประชาชน ร่วมงานแสดงความเสียใจ ไว้อาลัย สดุดีวีรกรรม นับพัน คน


วันนี้ 13 ธันวาคม 2568  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ ในการบำเพ็ญกุศลออกเมรุ พระราชทานเพลิงศพ สิบเอก ชวกร เดชขุนทด ตำแหน่ง นายสิบประจำหมวด ร้อย ม(ก) ที่ 2  กองพันทหารม้าที่ 11 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์   ถึงแก่กรรมด้วยเหตุถูกระเบิดจากอาวุธสงคราม ณ ฐานปฏิบัติการต้นพยุงตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่  9 ธันวาคม 2568 ณ.เมรุวัดหนองบัว  อ. บ้านหมอ จ.สระบุรี


















             โดยเมื่อเวลา 16.00 น. พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธี พระราชทานเพลิงศพของ สิบเอก ชวกร เดชขุนทด ณ เมรุวัดหนองบัว ต.หนองบัว อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี  มีพลเอกไพศาล หนูสังข์  ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก นายเลิศชัย สกลเสาวภาคย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี พลตรีศรันตย์ รอดบุญธรรม  ผู้บัญชาการกองพลทหารม้า 2 รักษาพระองค์ พลตรีภัทราวุธ ทิพโกมล ผู้บัญชาการมลฑลทหารบกที่ 18 คณะทหารกองทัพภาคที่ 1 ผู้บังคับหน่วยกองพันทหารม้าที่ 11 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.4 พัน.11 รอ.) คณะนายทหารหน่วยต้นสังกัด สมาชิกเครือข่ายทหารผ่านศึกจังหวัดสระบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อนร่วมรุ่นทหาร พี่น้องประชาชน เดินทางไปร่วมแสดงความอาลัย และสดุดีทหารกล้าที่สละชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติไทย เป็นจำนวนมาก













            บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า  ส่วนครอบครัวของทางด้าน สิบเอกชวกร  เดชขุนทด มีบิดา มารดา  และภรรยา มีความเสียใจร้องไห้ เห็นได้ชัด  ( พร้อมเณร จำนวน  5  รูป ซึ่งเป็นหลาน ๆ ) 












            ทั้งนี้พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แสดงความเสียใจ พร้อมให้กำลังใจแก่ครอบครัว และขอบคุณในความเสียสละของทหารผู้กล้าที่ยอมสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

             สำหรับ  การปูนบำเหน็จนั้นทางต้นสังกัด ได้ปูนบำเหน็จเงินเดือน 9 ขั้น  เลื่อนขั้น 7 ชั้นยศเป็นพันตรี และยังมีเงินให้อีกจากรัฐบาล 9 ล้านบาท    สำนักนายกรัฐมนตรี 1 ล้านบาท ( เบื้องต้น )














            สำหรับประวัติ สิบเอกชวกร  เดชขุนทด สังกัด กองพันทหารม้าที่ 11 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.4 พัน.11 รอ.) ค่ายอดิศร จ.สระบุรี ท่านเกิดเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 อยู่บ้านเลขที่ 142 หมู่ 11ตำบล พระพุทธบาท อำเภอ พระพุทธบาท จังหวัดสระบุรีเป็นบุตรของนาย สมพร โพธิ์ศรีและ นาง นารีรัตน์ เดชขุนทด มีพี่น้องร่วมบิดามารดา รวม 2 คน/ดังนี้

1.สิบเอก ชวกร เดชขุนทด ( ผู้วายชนม์ ) 2.นางสาว พัชธิดา เดชขุนทด





























ประวัติการทำงาน

            สิบเอก ชวกร เดชขุนทด  สำเร็จการศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ จาก วิทยาลัยเทคนิคท่าหลวง ซิเมนต์ไทยอนุสรณ์ ด้วยรักต่อชาติ  ศาสนา พระมหากษัตริย์) ได้ร้องขอสมัครๆเข้าเป็นทหารกองประจำการเมื่อปี 2566 ผลัดที่ 1 หลังจากปลดประจำการแล้ว ได้สอบบรรจุเข้าเป็นนายสิบนักเรียน โรงเรียนทหารศูนย์การทหารม้าเมื่อปี พุทธศักราช2563 รุ่นที่ 10และบรรจุเป็นนายทหารประทวนในตำแหน่งนายสิบประจำหมวด กองร้อยทหารม้าบรรทุกยานเกราะ ที่2 กองพันทหารม้าที่ 11กรมทหารม้าที่4 รักษาพระองค์ฯเมื่อ 1 พ.ค.2563 ได้ตั้งใจปฏิบัติงานจนเป็นที่ไว้วางใจของผู้บังคับบัญชา,เป็นที่รักของเพื่อนๆ/และให้ความเคารพต่อพี่ๆทุกคนในหน่วย ได้รับเลื่อนยศตามลำดับดังนี้  เป็นสิบตรี เมื่อ 1 พ.ค. 2563   เป็นสิบโท เมื่อ 1 พ.ค. 2565  เป็นสิบเอก เมื่อ 1 ม.ค. 2568



















            ด้านชีวิตครอบครัวสิบเอก ชวกร  เดชขุนทด ได้สมรสกับ/นางสาว รัชดาพร ศวิลัย มีบุตรเป็นพยานรักร่วมกัน 1 คน ดังนี้คือ เด็กชาย ทวีวัฒน์ เดชขุนทด ท่านได้ดูแลบิดา มารดา ด้วยความกตัญญูกตเวทีดูแลภรรยา และบุตรด้วยความรักความห่วงใยมาโดยตลอดการปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตย สิบเอก ชวกรฯ จะมีลูกน้อย ซึ่งเป็นดั่งแก้วตา และดวงใจ แต่ด้วยความและมีเลือดแห่งความเป็นนักรม/ เมื่อหน่วยได้รับการกิจที่สำคัญในการปการปกรองอธิบในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ/จึงได้รับการพิจารณวให้ออกปฏิบัติราชการสนามเพื่อสนับสนุนภารกิจของกองทัพบก/พื้นที่กองทัพภาคที่ ๒/ในตำแหน่ง หัวหน้าชุด กองร้อยทหารม้าบรรทุกยานเกราะ ที่ 1/(กองพันทหารม้าที่ 11 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ ปฏิบัติหน้าที่ได้รับมอบหมายด้วยความเสียสละ อดทน และมุ่งมันสาเหตุการเสียชีวิตตามเหตุการณ์เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 9.30 น. ฐานปฏิบัติการ ต้นพยุง ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ สิบเอก ชวกร เดชขุนทด,ได้รับภารกิจให้เข้าตีในพื้นที่เป้าหมาย ด้วยรถสายพานลำเลียงพล/แบบ85 ได้ปฏิบัติหน้าที่ผลักดันอริราชศัตรูที่บริเวณยุทธภูมิ เขาพระวิหาร  ฝ่ายตรงข้าม ได้อาศัยจังหวะระหว่างการลำลียงพลขึ้น - ลง รถสายพานลำเลียงพล แบบ 85 โจมตีด้วยโดรนทิ้งระเบิด โดยสิบเอก ชวกรฯ ได้เสียสละเพื่อทุกคน รับแรงระเบิด มากที่สุด ส่งผลให้เสียชีวิต  ซึ่งได้พลีชีพเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ในการปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติตามพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชาด้านจังหวัด  ศรีสะเกษ   ถือได้ว่าทหารกล้าผู้นี้ได้ต่อสู้อย่างเข้มแข็ง กล้าหาญ เสียสละเลือดเนื้อชีวิต เพื่อ ปกป้องอธิปไตยของชาติไทยอย่างแท้จริง

















            ด้วยความเสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองของ สิบเอก ชวกร เดชขุนทด ในครั้งนี้ ความ ทราบฝ่าพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อม รับศพทหารกล้า ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ได้พระราชทานน้ าหลวงอาบศพ / โปรดเกล้า โปรดกระหม่อม ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เชิญพวงมาลาหลวง พวงมาลาพระราชทาน และพระพวงมาลาประทาน วางที่หน้าหีบศพ / พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม จำนวน 3 คืน / และกล่องเพลิงพระราชทาน ในพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันนี้ ซึ่งนับเป็นพระมหา กรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมเป็นเกียรติอันสูงสุดของผู้วายชนม์และวงศ์ตระกลู อย่างหา ที่สุดมิได้














            พลเอกไพศาล หนูสังข์  ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก ได้เป็นประธานมอบธงไตรรงค์ให้กับครอบครัวและทายาท เพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลและแสดงถึงความหาญกล้าในการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาผืนแผ่นดินไทย พร้อมทั้งมอบเงินพระราชทาน, เงินบำรุงขวัญ สินไหมทดแทนภัยสงคราม, เงินฌาปณกิจสงเคราะห์กองทัพบก, เงินช่วยเหลือ และบำเหน็จตกทอดให้กับทายาท พลตรีศรันตย์ รอดบุญธรรม  ผู้บัญชาการกองพลทหารม้า 2 รักษาพระองค์ มอบเงินสวัสดิการเฉพาะกิจ ฉก. ทม. รอ. 904  กองทัพภาคที่ 1 มอบเงินสวัสดิการสงเคราะห์ และยังได้ดูแลสิทธิและเงินช่วยเหลือตามสิทธิของทางราชการและภาคส่วนต่างๆ พร้อมกับจะให้ความช่วยเหลือครอบครัวในด้านอื่น ๆ ต่อไป
















#สดุดีทหารกล้า

#ชายแดนไทยกัมพูชา

#เขมรยิงก่อน

#ทำลายให้สิ้นสภาพ

#ไม่มีคำสั่งให้หยุดยิง

#เดินหน้ารบต่อ

#ทวงคืนแผ่นดินไทย

#ตามแผนเดิม

#เขมรต้องสิ้นสภาพทางการทหาร

#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด

#CambodiaOpenedFire

#TEAMTHAILAND

 

ร.ต.สุประวีณ์  บุญธิคำ  บรรณาธิการข่าว รายงาน

 

 

 




 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น